การภาวนาโดยอาศัยสายประคำ หรือเรียกกันในแวดวง คาทอลิกไทยว่า การสวดสายประคำ ที่ถือปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบันนั้น หลักฐานในพระศาสนจักรคาทอลิกหลายแหล่งชี้ตรงกันว่า มาจาก การรณรงค์ของนักบุญโดมินิก (1170 - 1221) ผู้สถาปนาคณะนักบวชโดมินิกัน (0.P. Order of Preachers)

ค.ศ. 1214 นักบุญูโดมินิก เห็นว่าบาปอันหนักหนาของชาวเมือง เป็นเหตุขัดขวางการกลับใจของเดียรถีย์อัลไบเจนเซียน (คาทอลิกไทยเรียก อัลบีเยน) ท่านจึงปลีกวิเวกยังป่าละแวกเมือง ตูลูส สวดภาวนาโดยไม่หยุดเว้นเป็นเวลาสามวันสามคืน ทั้งยัง พลีกรรมกระทำกิจใช้โทษบาป และร่ำไห้วิงวอนขอพระเมตตา ขอพระเจ้าทรงยกเว้นการพิพากษาลงโทษเหนือเหล่าคนบาปนั้น ท่าน ได้บำเพ็ญูทุกขกิริยาอย่างหนักจนเข้าสู่ภาวะตรีทูต (coma)

พระนางพรหมจารีมารีอา มารดาพระศาสนจักร พร้อมด้วย เทวดาสามองค์ได้ปรากฏเเก่ท่าน พระนางตรัสว่า

“โดมินิกเอ๋ย เจ้ารู้ไหมว่าพระตรีเอกภาพจะทรงใช้เครื่องมือใดเพื่อปฏิรูปโลกใบนี้"

"ข้าเแต่พระมารดา พระนางทรงทราบดียิ่งกว่าข้าพระเจ้า เหตุว่ารองจากพระบุตรเยซูคริสตเจ้า พระนางทรงเป็นเครื่องมือสำคัญ แห่งความรอดของชาวเรา" นักบุญูโดมินิกตอบ

"เราอยากให้เจ้ารับรู้ว่า ในการทำสงคราม (กับความบาป) เช่นนี้" พระนางตรัสต่อ "บทวันทามารีอา (Angelic Psalter) คือเครี่องมือสำคัญ เป็นศิลาฤกษ์ (foundation stone) แห่ง พันธสัญญาใหม่ ดังนั้น จงสวดบทวันทามารีอา เพื่อความรอดของ วิญญาณผู้ที่ใจแข็งกระด้าง"

จากนั้น ท่านก็ฟื้นคืนสติ บังเกิดปีติและรุ่มร้อนที่จะกระทำ กิจเพื่อการกลับใจของชาวเมืองตามคำแนะนำของพระนางพรหมจารีมารีอา ท่านตรงดิ่งไปยังมหาวิหาร ระฆังของมหาวิหารก็กังวานขึ้น ชาวเมืองต่างมารวมตัวกันที่นั่น ท่านจึงเริ่มการเทศนา และด้วยเดชะพระจิต บรรดาชาวเมืองต่างพากันสำนึกกลับใจ

จากนั้น นักบุญโดมินิกได้สวดสายประคำและเผยแพร่การสวดสายประคำ ตลอดชีวิตของท่าน ท่านได้อุทิศชีวิตทั้งหมดของท่าน เทศนาโดยกายกรรมความประพฤติ โดยวจีกรรมคำพูด แนะนำให้ทุกคนสวดสายประคำ ท่านเดินทางเทศนาทั่วทุกหนแห่ง ในเมือง ในชนบท แนะนำตั้งแต่ชนชั้นสูงจนถึงชาวไร่ชาวนา ผู้ยากไร้ ตั้งเแต่บรรดาศึกษิตบัณฑิต จนถึงคนไร้การศึกษา ทั้งกับคริสตชนใจศรัทธาและเหล่าเดียรถีย์ให้สวดสายประคำ

(รายละเอียดอ่านได้จาก St. Louis de Montfort's Secret of the Rosary, Montfort Pubhcations, 1991 หรือ หนังสือประวัตินักบุญหลุยส์ มารี เดอ มงฟอร์ต แปลโดย ภราดาทินรัตน์ คมกฤส ติดต่อผู้แปลหรือคณะภราดาเซนต์คาเบรียล)

ค.ศ. 1349 เกิดกาฬโรคระบาดครั้งใหญ่ทั่วทวีปยุโรป เริ่มจากฟากตะวันออกของยุโรป แผ่ลามเข้าไปยังอิตาลี เยอรมนี ฝั่รงเศส โปแลนด์และฮังการีอย่างรวดเร็ว ประมาณว่ามีผู้คนล้มตาย ถึง 25 ล้านคน ชาวอิตาลีถูกฝังไปครึ่งประเทศ กรุงเวียนนาของ ออสเตรียมีอัตราตายวันละ 700 คน ติดต่อกันหลายปี เยอรมันซึ่ง นับว่าอัตราตายต่ำกว่าประเทศอื่นก็ยังสูญเสียประชากรถึง 1.2 ล้านคนภายในปี 1349 ปีเดียว ชาวลอนดอนรอดชีวิตเพียงหนึ่งในสิบ แต่ที่ไอซ์แลนด์ และไซปรัสผู้คนล้วนตายสิ้นแม้คนเดียวก็ไม่เหลือ !

แทนที่จะสวดภาวนาและไตร่ตรองมโนธรรมของตน เร่งกระทำกิจใช้โทษบาป ขอพระเมตตาจากพระเป็นเจ้า เช่นที่นักบุญูโดมินิกได้กระทำ ชาวยุโรปผู้ตื่นตระหนก กลับโยนบาปนี้ให้แก่ชาวยิว

ผลก็คือยิวถูกเข่นฆ่าสังหารอย่างมโหฬารในทุกหนแห่ง เฉพาะในวันวาเลนไทน์ปี ค.ศ. 1349 ประชากรเมือง สตาร์สบวร์ก พากันล้อมกรอบจับยิวเผาทั้งเป็นถึงสองพันคน

อย่างไรก็ตาม ความตื่นตระหนกต่อผลร้ายแห่งบาปได้ทำให้หลายคนกลับใจจากบาปผิดที่ได้กระทำ หันมาสวดสายประคำอย่างตั้งใจ ภัยพิบัตินี้ผ่านพ้นไปโดยวิสุทธิชนส่วนน้อย (The remnants) มิได้พินาศไป (สนใจความหมายของวิสุทธิชนส่วนน้อย อ่าน อสค 6:8; มีคาห์ 2:12; อสย 1:9; ศฟย 3:12; รม 11:5)

เหตุการณ์สำคัญอีกเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นร่วมสมัยและส่งผลให้การสวดสายประคำ อันเป็นกิจส่วนตัวเล็ก ๆ สามารถส่งผลให้เกิดความรอดและการคืนดีอย่างใหญ่หลวง คือ การปรากฏสำแดงของพระองค์ของพระนางพรหมจารีมารีอาที่เมืองฟาติมา ประเทศโปรตุเกส ค.ศ.1917 โดยสำแดงพระองค์แก่เด็กสามคนที่ไม่รู้หนังสือ คือ ด.ญ.ยาชินทา มาร์โต อายุ 7 ขวบ ด.ช.ฟรังซิสโก มาร์โต พี่ชายอายุ 9 ขวบ และ ด.ญ.ลูซีอา โดส ซังโตส ลูกพี่ลูกน้องอายุ 10 ขวบ สาส์นของพระนางคือ ให้สวดสายประคำ ภาวนาทำกิจศรัทธาพลีกรรมใช้โทษบาป และถวายประเทศรัสเซียให้กับพระนาง ผลที่ได้รับ คือ การสุดสิ้นของสงครามโลก (ครั้งที่หนึ่ง) ต่อมาสงครามเย็นจบลงและรัสเซียกลับใจ

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ได้เคลื่อนผ่านไปแล้ว ด้วยอานุภาพของสายประคำ ที่สวดโดยความศรัทธาของผู้ที่ได้รับทราบเรื่องราวที่เกิด ณ ฟาติมา จากทั่วโลกและพร้อมใจกันทำตามคำแนะนำของพระนาง

สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ได้ประกาศเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2002 ให้เดือนตุลาคม 2002 – เดือนตุลาคม 2003 เป็นปีแห่งสายประคำ (Year of the Rasary) และออกสมณลิขิตเกี่ยวกับการสวดสายประคำ (Apostolic Letter Rosarium Virginis Mariae) พระองค์ได้เปรียบสายประคำว่าเป็น

“บทย่อของพระวรสาร เป็นการรำพึงถึงพระพักตร์ของพระเยซูเจ้า โดยอาศัยสายตาของพระนางพรหมจารีมารีอา” ... “สายประคำแห่งพระนางพรหมจารีมารีอา เป็นกิจศรัทธาที่ง่าย ๆ แต่เกิดผลยิ่งใหญ่”

พระองค์เล็งเห็นว่า ข้อไตร่ตรองรำพึง 15 ข้อ ที่เราใช้ขณะสวดสายประคำกันมาจนถึงปัจจุบัน มิได้กล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับชีวิตสาธารณะของพระคริสตเจ้า ในสมณลิขิตฉบับนี้พระองค์เพิ่มข้อไตร่ตรองรำพึงอีก 1 ภาค 5 ข้อ ซึ่งพระองค์เรียกว่า ธรรมล้ำลึกแห่งความสว่าง (mysteries of light) คือ
1. พระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้างที่แม่น้ำจอร์แดน (มธ 3:17)
2. พระเยซูเจ้าทรงเผยพระองค์เองที่งานเลี้ยงแต่งงาน ณ หมู่บ้านคานา (ยน 2:1-12)
3. พระเยซูเจ้าทรงประกาศพระอาณาจักรของพระเจ้า และทรงเรียกผู้คนให้กลับใจ (มก 1:15)
4. พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระวรกายทิพย์ที่ภูเขาทาบอร์ (ลก 9:35)
5. พระเยซูเจ้าทรงตั้งศีลมหาสนิท เพื่อเผยแสดงธรรมล้ำลึกปัสกา (ยน 13:1)

แม้จะผ่านพ้นปีแห่งสายประคำไปแล้ว ก็มิได้หมายความว่า ความกระตือรือร้นที่จะสวดสายประคำสร่างซาไป ตรงกันข้ามการประกาศปีแห่งสายประคำของสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 กลับเป็นจุดเริ่มต้นของการรื้อฟื้นการสวดสายประคำ ไม่เพียงแต่คริสตชนคาทอลิก และ ออร์โธดอกซ์เท่านั้น คริสตจักรต่าง ๆ เริ่มทบทวน ประเพณีการภาวนาสั้น ๆ โดยอาศัยสายประคำเพิ่มมากขึ้น

.........................................................................................

ที่มา : จากหนังสือ ร้อยใจ ใส่ประคำ
เรียบเรียงโดย ม.ล.จตุรพิธ ชมพูนุท

ผู้ที่สนใจ หาเป็นเจ้าของได้ที่ ร้านศาสนภัณฑ์
หน่วยงานคำสอน สังฆมณฑลจันทบุรี
038-312-708 ต่อ 1109