การภาวนาซ้ำๆ เป็นจำนวนครั้งที่แน่นอน ต้องอาศัยเครื่องมือช่วยในการนับจำนวนครั้งที่ภาวนา อาจเป็นการเอาเชือกมาขมวดเป็นปมเท่าจำนวนบทสวด ต่อมานำหินสี หรือเมล็ดผลไม้ หรือลูกปัดมาร้อยเป็นพวง เพื่อนับจำนวนครั้งของการสวด

หินสี เมล็ดผลไม้ หรือลูกปัดแต่ละเม็ดเรียกว่าเม็ดประคำ (bead) (หมายเหตุ คำว่า "ประคำ" ในภาษาไทยกร่อนมาจากภาษาเขมรว่า "ประเกือม" หมายถึง เม็ดกลมทำด้วยเงินร้อยเป็นพวง สวมคล้องคอ เป็นเครื่องประดับ)

ฮินดูและพุทธศาสนิก ร้อยเม็ดประคำ 108 เม็ดเป็นพวง เรียกเป็นภาษาอินเดียว่า จาปา มาลา (Japa mala - ประคำแต่ละเม็ดเรียกว่า จาปา ร้อยเป็นพวงมาลา)

อิสลามิกร้อยเม็ดประคำเป็นพวงเช่นกัน เรียกว่า tasbih หรือ Subha (การสรรเสริญ) ประกอบด้วยเม็ดประคำ 33 เม็ด หรือ 99 เม็ด และประคำประธาน (เม็ดใหญ่) อีก 1 เม็ด ถ้าเป็นสายประคำแบบ 99 เม็ด ทุกๆ 33 เม็ดจะคั่นด้วย ตัวคั่นหรือเม็ดคั่น 1 เม็ด

คริสตชนแต่เดิมที ใช้หลากหลายวิธีการในการนับจำนวนครั้งที่สวดภาวนา อาทิ นักบุญเปาโลแห่งธีบส์ ภาวนาโดยอาศัยถุงบรรจุลูกหิน 300 ลูก ทุกๆ บทภาวนาท่านจะหยิบหินออกจากถุง ไปใส่ในถุงเปล่าอีกใบหนึ่ง

ด้านพระศาสนจักรออร์โธดอกซ์ ใช้เชือกมาขมวดเป็นปม แล้วผูกเป็นห่ีวงคล้องข้อมือ เรียกว่า Chotki

ในคริสต์ศตวรรษที่เจ็ด พระศาสนจักรออร์โธดอกซ์รัสเซียใช้ Chotki 100 ปม เพื่อสวดบทภาวนาร้องหาพระเยซูเจ้า (The Jesus Prayer - "Lord Jesus Christ, son of God, have mercy on me, a sinner.” ) หรือสวดบทภาวนาจากใจ (Prayer of Heart - การภาวนาสั้นๆ อาทิ "พระเจ้าทรงเมตตาเทอญ” ) 100 จบ โดยแบ่งกลุ่มปมบนเส้นเชือกออกเป็น ทศ (กลุ่มละสิบปม) คั่นด้วยปมพิเศษ ตรงปลายบรรจบเป็นวงกลมร้อยกางเขน ซึ่งต่อมา Chotki อาจร้อยเป็น 33, 100 หรือ 500 ปม

การสวดภาวนาด้วยเชือกภาวนา chotki 500 ปมนั้น ผู้ภาวนาจะภาวนาบทร้องหาพระเยซูเจ้า 400 จบ เเละภาวนาบทพระมารดาพระเจ้า (Theotokos) “ Most Holy Theotokos, save us.” 100 จบ แล้วจึงสวดว่า

"เป็นการเหมาะสมและชอบยิ่งนัก ที่จะสรรเสริญท่านพระมารดาพระเจ้า ทรงบุญตลอดนิรันดร ปฏิสนธินิรมล ทรงเกียรติเหนือเครูบิบและเซราฟิม ให้กำเนิดพระวจนาตถ์ กระนั้นยังทรงเป็น พรหมจารีเสมอ ขอประณตน้อมพระมารดาพระเจ้า (lt is indeed proper to bless thee, Mother of God, the eternally blessed and completely sinless one and the Mother of Our God. Higher in honor than the Cherubim and incomparably more glorious than the Seraphim, who without harm to thy virginity didst give birth to the Word of God. Thee we extol, true Mother of God.)”

คริสตจักรจารีตเซลติกตะวันตกและจารีตซารัม (Sarum Rites)ใช้เม็ดประคำมาร้อยเป็นสาย แบ่งกลุ่มออกเป็น "ทศ" คั่นด้วย “ เม็ดคั่น” ทุกๆ ทศ และตรงปลายบรรจบมีกางเขน อันเป็นต้นแบบสายประคำที่เราใช้กันในปัจจุบันนี้

เม็ดประคำที่นำมาร้อยเรียงกันเป็นสาย ภาษาอังกฤษเรียกว่า Rosary มาจากภาษาลาตินว่า rosarium หรือ มาลากุหลาบ (ชาวกรีก-โรมัน นิยมร้อยมาลาสวมบนศรีษะ ขณะที่ชาวตะวันออกนิยมคล้องคอ หรือคล้องมือ)

มีหลักฐานจากพินัยกรรมของเลดี้ โกดิวา ระบุยกสายประคำ ทำด้วยรัตนชาติของเธอ ให้เป็นสมบัติของอารามที่เธอสร้างเมื่อปี 1057

ที่หลุมศพของนักบุญูโรซาลีอา (St. Rosalia - คศ. 1160) พบสายประคำอยู่กับศพของเธอ เป็นหลักฐานยืนยันว่า ประเพณีการสวดสายประคำ แพร่หลายในหมู่คริสตชนมาช้านานแล้ว โดยเฉพาะ คริสตชนใจศรัทธาที่อ่านไม่ออก เขียนไม์ใด้ ทั้งที่ถือบวชเป็นนักบวช และที่ครองเรือน เมื่อไม่สามารถอ่านพระคัมภีร์ หรืออ่านบทสดุดี บททำวัตรได้ ก็ได้อาศัยสายประคำเป็นเครี่องมือ ในการภาวนา และรำพึงถึงเรื่องราวของพระเยซูคริสตเจ้าที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ แรกทีเดียวก็ภาวนาบทข้าแต่พระบิดา และบทวันทามารีอา 150 จบ โดยแบ่งออกเป็นสามภาค ภาคละ 5 ทศ

ต่อมา มีธรรมเนียมสวดสายประคำในพิธีศพ โดยขณะที่พระสงฆ์ประกอบพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณ ผู้ที่มิใช่สงฆ์ก็สวดบทภาวนาสั้น 50 จบ และบทข้าแต่พระบิดา 50 จบ

ธรรมเนียมของคณะอัศวินผู้พิทักษ์ (Knights Templar) เมื่อปี ค.ศ. 1128 อัศวินที่ไม่ได้อยู่ทำวัตรในอาราม จะต้องภาวนาบทข้าแต่พระบิดา 57 จบ และเมื่อมีภราดาสิ้นชีวิตลง อัศวินจะต้องภาวนาบทข้าแต่พระบิดา 100 จบ ทุกวันเป็นเวลา 1 อาทิตย์

.........................................................................................

ที่มา : จากหนังสือ ร้อยใจ ใส่ประคำ
เรียบเรียงโดย ม.ล.จตุรพิธ ชมพูนุท

ผู้ที่สนใจ หาเป็นเจ้าของได้ที่ ร้านศาสนภัณฑ์
หน่วยงานคำสอน สังฆมณฑลจันทบุรี
038-312-708 ต่อ 1109