คริสต์มาส กลายมาเป็นวันฉลองสากลมานานแล้ว ทุกชาติ ทุกศาสนา ทุกสังคมให้ความสำคัญแก่วันฉลองนี้โดยทั่วหน้ากัน และชาวคริสต์ชาวอิสลามก็นิยมส่งความสุขแลกเปลี่ยนของขวัญและจัดงานรื่นเริงฉลองคริสต์มาสกันอย่างสนิทใจ คริสต์มาสจึงกลายเป็นวันฉลองประจำปีที่ปฏิบัติกันเรื่อยมา จนกระทั่งความหมายที่แท้จริงกำลังเลือนลางไป

สำหรับคริสตชน เทศกาลคริสต์มาสไม่น่าจะเป็นเพียงแต่โอกาสสำหรับให้เราได้ฉลอง และมีความสนุกสานกันแบบที่เคย ๆ เป็นมาทุกปีเท่านั้น แต่น่าจะเป็นโอกาสอันดียิ่งที่ช่วยให้เราคำนึงและถามตัวเราเองว่า “ทำไมจึงมีคริสต์มาส” “ทำไมจึงมีการประดับประดาตระเตรียมมากมาย” “ทำไมจึงมีการซื้อขายกันมากมายในช่วงนี้” มันน่าจะเป็นช่วงเวลาที่ทำให้บรรดาคริสตชนกล้ามองลึกเข้าไปในหัวใจของตนเองและดูซิว่า การเสด็จมาของพระคริสต์ มีความหมายอะไรต่อตนเองและต่อสังคมโลก

ทุกวันอาทิตย์เรายืนยันความเชื่อว่า “เพราะเห็นแก่เรามนุษย์เพื่อช่วยเราให้รอด พระองค์จึงเสด็จจากสวรรค์” พระคริสตเจ้ามีพระประสงค์เสด็จมาเพื่อเราและเพื่อความรอดของเรามนุษย์ เป็นความจริงว่า พระองค์เสด็จมาเพื่อนเรา และเพื่อความรอดของเรามนุษย์เป็นความจริงว่า พระองค์เสด็จมาเพื่อนมนุษย์ทุกคน แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์ที่กำลังรอคอยการไถ่กู้ กลุ่มเป้าหมายเฉพาะที่พระองค์เสด็จมาเพื่อเขาก็คือคนยากจน คนด้อยโอกาส คนที่สังคมรังเกียจและคนบาป และเพื่อยืนยันความจริงนี้ นักบุญเปาโลจึงได้กล่าวว่า “พระองค์ได้กลับทรงสละ และทรงรับสภาพทาส ทรงกำเนิดเป็นมนุษย์” (ฟิลิป 2:7) สภาพมนุษย์ที่พระองค์ทรงรับ คือสภาพมนุษย์ที่ยากจน และน่ารังเกียจ จนกระทั่งหลาย ๆ คนจำไม่ได้ และไม่ยอมรับพระองค์ และชาวบ้านชาวเมืองของพระองค์ไม่ได้ต้อนรับพระองค์” (ยอห์น1)

แต่ทว่า บุคคลที่ได้รับผลประโยชน์จากการเสด็จมาของพระองค์มิใช่กลุ่มเป้าหมายพิเศษที่พระองค์เสด็จมาเพื่อเขา เพราะกลุ่มชนที่ได้ฉลองและสนุกสนานกันก็คือ คนร่ำรวย คนที่มั่งมีแล้ว คนเหล่านี้พอสนุกสนานและจับจ่ายใช้สอยกัน เขามีพอจะซื้อและแลกเปลี่ยนของขวัญแพงกัน ๆ กัน เขามีกำลังพอจะจัดงานเลี้ยง ได้อย่างฟู่ฟ่า และสนุกสนาน มีเวลาหยุดพักไปเที่ยวไหนได้ไกลและนาน ๆ และแน่นอนล่ะ กลุ่มชนที่ได้รับผลประโยชน์จากคนที่ร่ำรวยนี้ก็คือ กลุ่มที่ตอบสนอง และให้บริการซื้อขายในช่วงเทศกาลนี้เอง ดูตามความเป็นจริงแล้วทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า “พระคริสตเจ้า เสด็จมาเพื่อใครกันแน่” เพราะเราเห็นว่าชนกลุ่มน้อยเท่านั้น ที่ได้รับผลประโยชน์ และพอจะสนุกสนานรื่นเริงกันได้อาศัยการเสด็จมาของพระองค์ ส่วนชนกลุ่มใหญ่ที่เสด็จมาให้พิเศษกลับมิได้ฉลองอะไร แถมยังต้องรู้สึกเจ็บปวดในจิตใจที่เห็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งใช้โอกาสการเสด็จมาของพระคริสตเจ้า เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

คริสตมาสปีนี้ เราคริสตชนจึงน่าถามตนเองอีกครั้งหนึ่งว่า “ฉันจะฉลองการเสด็จมาของพระคริสตเจ้าเพื่อกลุ่มบุคคลเป้าหมายเฉพาะของพระคริสตเจ้าได้อย่างไร” เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการเสด็จมาของพระคริสตเจ้าเป็นการเสด็จมาเพื่อคนอื่น คนอื่นนั้นเป็นชนกลุ่มใหญ่ของสังคมเสียด้วย คือ คนยากจน คนตกทุกข์ได้ยาก คนที่ขาดแคลน คนไร้ที่พึ่ง และคนที่สังคมรังเกียจ

ถ้าเราคริสตชนอยากฉลองการเสด็จมาของพระคริสตเจ้า ให้ตรงตามเป้าหมายประสงค์เฉพาะแล้ว เราต้องถามตัวเองว่า คริสตมาสปีนี้ “ฉันจะทำอะไรเพื่อคนเหล่านั้นบ้าง มีอะไรที่ฉันพอช่วยเหลือ แบ่งปันและเกื้อกูลแก่บุคคลในเป้าหมายของพระคริสตเจ้านั้นบ้างไหม และอย่างไร” กล่าวคือ คริสต์มาสจะช่วยให้เราคริสตชนมีชีวิตเพื่อคนอื่นเพื่อความรอดของผู้อื่น ผู้อื่นนั้นคือชนกลุ่มใหญ่ของสังคม และชนกลุ่มใหญ่ของสังคมนั้นคือ คนที่กำลังรอคอยความรอด ความหลุดพ้นจากความยากจน ความขาดแคลน การไร้ที่อยู่อาศัย การได้รับความรังเกียจจากสังคม และโดยเฉพาะจากอำนาจบาป และความมืดที่ครอบจำจิตใจของมนุษย์และสังคม ถ้าเราคริสตชนสามารถเจริญชีวิตเพื่อบุคคลดังกล่าว ของพระคริสตเจ้าได้ วันคริสตมาสปีนี้เราก็ได้ร่วมฉลองการเสด็จมาของพระคริสตเจ้าชัดเจน และตรงเป้าประสงค์ คนที่อยู่รอบข้างจะเข้าใจอย่างถูกต้องว่า พระคริสตเจ้าเสด็จมาเพื่อใครเขาจะได้ไม่ถามว่า “คริสต์มาสเพื่อใคร” เพราะเขาเห็นชัดเจนจากการแสดงออกในชีวิตของเรา

 

.........................................................................................